จุดต่อมาบริเวณหมู่บ้านเกษตรนิเวศน์ ซอยพิทักษ์ 6 เป็นที่ดินของเอกชน พื้นที่ขนาด 33 X 27 ตารางเมตร ซึ่งเจ้าของที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว แต่ได้เสียภาษีให้กับเขตฯ อย่างต่อเนื่องทุกปี ทางเขตฯ ได้สำรวจพบว่าเป็นพื้นที่เหมาะสมในการจัดทำสวน 15 นาที จึงได้ขอความอนุเคราะห์จากเจ้าของที่ดินและได้รับการตอบรับให้เขตฯ ปรับปรุงเป็นสวนธารณะ ซึ่งตามหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดิน เจ้าของที่ดินจะมอบให้กรุงเทพมหานครใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี นอกจากนี้เขตฯ ได้สอบถามประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าว ซึ่งเห็นด้วยในการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สีเขียว ขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวมีผู้ประสงค์จะบริจาคต้นไม้แล้ว ในส่วนของวัสดุอุปกรณ์จะมีสำนักการโยธาหรือทางเขตฯ เข้ามาดำเนินการ ดังนั้นการปรับปรุงพื้นที่ตรงนี้จะลงทุนไม่มาก ส่วนบริเวณหมู่บ้านรุ่งอรุณ ซอยแจ้งวัฒนะ 14 เป็นที่ดินสาธารณะประโยชน์ ขนาด 76 x 12 ตารางเมตร ซึ่งจะปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน
“จากการสำรวจในเบื้องต้นพื้นที่ฝั่งธนบุรีมีพื้นที่จัดทำสวน 15 นาที ประมาณ 50 แห่ง ในส่วนของเขตหลักสี่จะมีอยู่ 4 แห่ง โดยจะได้ข้อมูลสรุปตัวเลขทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้ จากข้อมูลที่ได้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ที่ดินที่เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ กับที่ดินของเอกชนที่มีความประสงค์ให้กรุงเทพมหานครเข้าไปดำเนินการปรับปรุงเป็นพื้นที่สีเขียว ในขณะเดียวกันการปรับปรุงอาจต้องใช้งบประมาณ ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่สำนักสิ่งแวดล้อมจะเป็นผู้ดำเนินการ ถ้าพื้นที่ขนาดเล็กสำนักงานเขตจะดำเนินการเอง” รองผู้ว่าฯ จักกพันธุ์ กล่าว
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงจุดเสี่ยงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งสำนักเทศกิจรายงานว่ามีประมาณ 463 จุด ส่วนในพื้นที่เขตหลักสี่มีอยู่ 13 จุด จุดเสี่ยงที่มาตรวจในวันนี้ คือบริเวณสะพานลอยคนเดินข้ามหน้าวัดหลักสี่ ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในเรื่องของไฟฟ้าส่องสว่าง โดยจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวของ เช่น สำนักการโยธา สำนักงานเขตหลักสี่ ทั้งไฟฟ้าที่อยู่บนสะพานลอย และไฟทางที่อยู่บริเวณถนนหน้าวัดหลักสี่ นอกจากนี้ประชาชนมีความประสงค์ให้จัดทำทางม้าลายบริเวณหน้าวัดหลักสี่ โดยจะประสานให้สำนักการจราจรและขนส่ง ดำเนินการในส่วนนี้ต่อไป
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดสุดท้ายเป็นการตรวจเยี่ยมชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะมูลฝอยโดยชุมชน บริเวณชุมชนหมู่บ้านชื่นกมลนิเวศน์ 2 ซึ่งในแต่ละเดือน กรุงเทพมหานครจะเสียงบประมาณในการคัดแยกขยะเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นการแยกขยะจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในปัจจุบันทั้ง 50 สำนักงานเขต มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการคัดแยกขยะแล้ว 818 แห่ง ในพื้นที่เขตหลักสี่มีหน่วยงานเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 14 แห่ง อย่างเช่น ชุมชนหมู่บ้านชื่นกมลนิเวศน์ 2 ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวมี 92 หลังคาเรือน มีประชากร 315 คน มีปริมาณขยะที่สำนักงานเขตหลักสี่ดำเนินการจัดเก็บประมาณ 1,200 กิโลกรัม/วัน หลังจากที่ได้ดำเนินการคัดแยกขยะแล้ว สามารถลดปริมาณขยะลงได้คงเหลือประมาณ 890 กิโลกรัม/วัน นอกจากนี้ยังได้นำขยะไปทำขยะ Recycle รวมถึงนำขยะไปทำน้ำหมักชีวภาพ ถ้าหากชุมชนช่วยกันคัดแยกขยะได้ ปริมาณการจัดเก็บขยะของกรุงเทพมหานครก็จะลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็จะเสียค่าธรรมเนียมจัดเก็บขยะของกรุงเทพมหานครน้อยลง ในแต่ละเดือนสำนักงานเขตหลักสี่จะจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ได้ประมาณ 15 ตันเป็นอย่างน้อย ในขณะเดียวกันการจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าจะเอาขยะชิ้นใหญ่ทั้งหมดไปกำจัด แต่จะคัดแยกขยะชิ้นใหญ่บางส่วนที่สามารถ Recycle หรือนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นขยะชิ้นใหญ่ที่จัดเก็บได้ 15 ตัน จะมีเพียง 10 ตันเท่านั้นที่จะนำไปกำจัด
“การคัดแยกขยะจะอยู่ที่ใจมากกว่าอยู่ที่เงินหรือวัสดุอุปกรณ์ ถ้าหากชุมชนมีความตั้งใจ ประชาชนมีความตั้งใจแล้ว ก็สามารถดำเนินการได้เลย ถ้าจะให้สำนักงานเขตหรือกรุงเทพมหานครเข้าไปช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนและดำเนินการให้ทันที” รองผู้ว่าฯ จักกพันธุ์ กล่าวในตอนท้าย
#สิ่งแวดล้อมดี #สุขภาพดี #ปลอดภัยดี
----- (จิรัฐคม...สปส.รายงาน)















รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดสุดท้ายเป็นการตรวจเยี่ยมชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะมูลฝอยโดยชุมชน บริเวณชุมชนหมู่บ้านชื่นกมลนิเวศน์ 2 ซึ่งในแต่ละเดือน กรุงเทพมหานครจะเสียงบประมาณในการคัดแยกขยะเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นการแยกขยะจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในปัจจุบันทั้ง 50 สำนักงานเขต มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการคัดแยกขยะแล้ว 818 แห่ง ในพื้นที่เขตหลักสี่มีหน่วยงานเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 14 แห่ง อย่างเช่น ชุมชนหมู่บ้านชื่นกมลนิเวศน์ 2 ซึ่งหมู่บ้านดังกล่าวมี 92 หลังคาเรือน มีประชากร 315 คน มีปริมาณขยะที่สำนักงานเขตหลักสี่ดำเนินการจัดเก็บประมาณ 1,200 กิโลกรัม/วัน หลังจากที่ได้ดำเนินการคัดแยกขยะแล้ว สามารถลดปริมาณขยะลงได้คงเหลือประมาณ 890 กิโลกรัม/วัน นอกจากนี้ยังได้นำขยะไปทำขยะ Recycle รวมถึงนำขยะไปทำน้ำหมักชีวภาพ ถ้าหากชุมชนช่วยกันคัดแยกขยะได้ ปริมาณการจัดเก็บขยะของกรุงเทพมหานครก็จะลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็จะเสียค่าธรรมเนียมจัดเก็บขยะของกรุงเทพมหานครน้อยลง ในแต่ละเดือนสำนักงานเขตหลักสี่จะจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ได้ประมาณ 15 ตันเป็นอย่างน้อย ในขณะเดียวกันการจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าจะเอาขยะชิ้นใหญ่ทั้งหมดไปกำจัด แต่จะคัดแยกขยะชิ้นใหญ่บางส่วนที่สามารถ Recycle หรือนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นขยะชิ้นใหญ่ที่จัดเก็บได้ 15 ตัน จะมีเพียง 10 ตันเท่านั้นที่จะนำไปกำจัด
“การคัดแยกขยะจะอยู่ที่ใจมากกว่าอยู่ที่เงินหรือวัสดุอุปกรณ์ ถ้าหากชุมชนมีความตั้งใจ ประชาชนมีความตั้งใจแล้ว ก็สามารถดำเนินการได้เลย ถ้าจะให้สำนักงานเขตหรือกรุงเทพมหานครเข้าไปช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนและดำเนินการให้ทันที” รองผู้ว่าฯ จักกพันธุ์ กล่าวในตอนท้าย
#สิ่งแวดล้อมดี #สุขภาพดี #ปลอดภัยดี
----- (จิรัฐคม...สปส.รายงาน)















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น